Updates:

SMF - เพิ่งติดตั้ง!

หลวงพ่อขัน วัดสระตะโก หรือ พระอธิการขัน พุทฺธญาโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระตะโก

เริ่มโดย Simple Machines, เม.ย 05, 2022, 01:43 หลังเที่ยง

หัวข้อก่อนหน้า - หัวข้อถัดไป

Simple Machines



ประวัติหลวงพ่อขัน วัดสระตะโก และวัดบ้านสิงห์ พระเกจิที่น่านับถือของเมืองราชบุรี

หลวงพ่อขัน วัดสระตะโก หรือ พระอธิการขัน พุทฺธญาโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระตะโก ตำบลหนองปลาหมอ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี และอดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านสิงห์ ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี

ท่านมีนามเดิมว่านายขัน พื้นเพเป็นคนราชบุรี เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๙ ที่บ้านสิงห์ ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี โยมบิดาชื่อนายจัน (หลวงพ่อจัน จนฺทโชติ ภายหลังได้อุปสมบทและดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านสิงห์) โยมมารดาชื่อนางนา ท่านมีพี่น้องร่วมบิดา-มารดาเดียวกันทั้งสิ้น ๑๐ คน

ปี พ.ศ. ๒๔๓๐ หลวงพ่อขันมีอายุได้ ๒๑ ปี บริบูรณ์ ท่านจึงได้เข้ารับการอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดบ้านสิงห์ ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ได้รับฉายาว่า "พุทฺธญาโณ" โดยมี

พระอธิการจัน วัดบ้านสิงห์ เป็นพระอุปัชฌาย์

หลังจากที่อุปสมบทแล้ว ท่านได้จำพรรษาร่ำเรียนวิชากับพระอธิการจัน วัดบ้านสิงห์ ผู้เป็นบิดา ซึ่งในแต่ละปีนั้นหลวงพ่อขัน ท่านจะเดินธุดงค์ไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อเล่าเรียนวิชากับพระเกจิอาจารย์ต่างๆ และเพื่อบำเพ็ญภาวนาวิปัสสนากรรมมัฏฐาน ในสมัยนั้นแทบทุกปี

จนราวปี  พ.ศ. ๒๔๕๐ ท่านได้เดินทางไปที่บ้านสระตะโก ตำบลหนองปลาหมอ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เห็นว่าเป็นสถานที่ร่มรื่นและเงียบสงบเหมาะแก่การ ปฏิบัติธรรม จึงได้ปักกลดพำนักอยู่ ชาวบ้านสระตะโกเกิดความศรัทธาในจริยวัตรของท่าน จึงนิมนต์หลวงพ่อขัน อยู่จำพรรษาที่บ้านสระตะโก และได้สร้างวัดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๓ โดยชื่อวัดตั้งตามชื่อหมู่บ้านว่า วัดสระตะโก

โดยมีพระครูหัน อดีตเจ้าอาวาสวัดสระตะโก ซึ่งขณะนั้นบวชได้ ๒-๓ พรรษา มาช่วยท่านสร้างวัดและช่วยสอนหนังสือชาวบ้านอีกด้วย จนวัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๐

จนเมื่อสร้างวัดเสร็จชาวบ้านจึงนิมนต์ท่านขึ้นเป็นเจ้าอาวาสวัดสระตะโก รูปแรกของวัด หลังจากสร้างวัดเสร็จ ท่านได้พัฒนาวัดเรื่อยมาจนเจริญรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับแล้ว ท่านจึงได้เดินทางธุดงค์อีกครั้ง

ครั้นเมื่อหลวงพ่อจัน จนฺทโชติ วัดบ้านสิงห์ ได้ถึงกาลมรณภาพลง ไม่มีผู้ใดดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสต่อ ชาวบ้านสิงห์จึงได้เสาะหาหลวงพ่อขัน ซึ่งขณะนั้นได้ธุดงค์ไปในแถบเมืองย่างกุ้งและเขตชายแดนไทย-พม่าอยู่เสมอ ชาวบ้านจึงออกติดตามจนได้พบในที่สุด จากนั้นจึงได้พร้อมใจกันอาราธนาท่านให้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านสิงห์สืบต่อมา

เมื่อท่านมาเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านสิงห์ ท่านได้พัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรืองขึ้น ทั้งการสร้างศาลาการเปรียญสถาปัตยกรรมไทยโบราณหลังใหญ่ ที่มีความสวยงามวิจิตรพิสดาร ซึ่งแสดงถึงความวิริยะอุตสาหะของหลวงพ่อขัน ตลอดจนชาวบ้านสิงห์ในสมัยนั้น โดยได้ไปนำไม้มาจากป่าใหญ่ในเขตจังหวัดราชบุรี โดยได้นำเทียมโคลานเกวียนมาสร้างจนสำเร็จดังที่เห็นจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนั้น ท่านยังได้ซ่อมแซมวิหารหลังเก่า สร้างเจดีย์หมู่ไม้สิบสอง เพื่อบรรจุอัฐิบรรพบุรุษของท่านตากาลก่อน ชาวบ้านสิงห์รุ่นก่อนหน้านี้คงจะได้เห็นความงามของศิลปะในสมัยนั้น นอกจากนี้ ท่านยังได้สร้างกุฏิสามหมู่ สร้างกุฏิสิบ สร้างถาน (ห้องสุขาพระ) แม้บัดนี้ได้รื้อไปแล้วยังคงเหลือแต่ความทรงจำแล้วก็ตาม

หลวงพ่อขัน ท่านมิได้สร้างและพัฒนาแต่เพียงแค่วัดสระตะโกกับวัดบ้านสิงห์เท่านั้น ท่านยังได้สร้างเสนาสนะ-วัดวาอาราม ไว้ตามสถานที่ต่างๆอีกหลายแห่ง สามารถรวบรวมได้ดังนี้

๑. วัดขุนไทยธาราราม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี
๒. วัดยางหัก อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี
๓. ได้สร้างวัดในเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า อีก ๑ หรือ ๒ วัด

ปี พ.ศ. ๒๔๘๑ เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านจะต้องเดินธุดงค์ไปนมัสการพระธาตุในเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า ดังเช่นเคยได้ปฏิบัติมาเป็นประจำทุกปี ครั้นเมื่อท่านได้เดินทางมาถึงเขต อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ณ บริเวณพื้นที่ท่าขนุน ท่านได้เกิดการอาพาธด้วยโรคไข้ป่า

หลวงพ่อขัน ท่านถึงแก่มรณภาพลงในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ด้วยพิษไข้ป่า นับรวมสิริอายุได้ ๗๒ ปี ๕๑ พรรษา ยังความโศกเศร้าเสียใจมาแก่ชาวบ้านสิงห์และชาวบ้านสระตะโกเป็นอย่างยิ่ง.